เมื่อชีวิตหมดไฟ และกำลังมอดไหม้ จากการทำงาน
Writer by admin , 20 Jan 2020

เคล็ดลับปรับเปลี่ยนมุมมองการทำงานที่จะช่วยเปลี่ยน burn out syndrome ให้กลายเป็นคนใหม่ดั่งนกฟีนิกซ์

 

Burnout เป็นคำติดปากติดหูที่ถูกพูดถึง แซวล้อ หยอกเอิน ในบรรดาพนักงานออฟฟิศและมนุษย์เงินเดือนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เวลาเห็นเพื่อนร่วมงานดูเฉื่อน เนือย ซังกะตาย เรามักจะแซวกันว่าสงสัยจะเบิร์นเอาท์แต่เอาเข้าจริงกลุ่มอาการ Burnout Syndrome หรือ ภาวะหมดไฟในการทำงานมีความสำคัญและส่งผลกระทบกับคนที่มีอาการหมดไฟรุนแรงพอกับภาวะซึมเศร้า  (Clinical Depression) โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO เผยแพร่ the 11th Revision of the International Classification of Diseases (ICD-11) เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2019 ประกาศให้ Burnout Syndrome เป็นกลุ่มอาการโรคที่เกิดจากภาวะเครียดเรื้อรังที่สะสมมานาน โดยเฉพาะความเครียดที่สะสมจากการทำงานซึ่งต้องการการบำบัดรักษาด้วยแพทย์เฉพาะทางก่อนที่รุนแรงจนก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตทรัพย์สินและสังคมในวงกว้างโดยเฉพาะสังคมการทำงานและสถานการณ์ของออฟฟิศ

Burnout Syndrome จะเกิดขึ้นเมื่อชีวิตต้องเผชิญกับความเครียดสะสมจากการทำงานเป็นระยะเวลานานจนส่งผลกับด้านต่าง ในชีวิต ตั้งแต่องค์กรที่เราทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงาน สุขภาพร่างกายของเราเอง สภาพจิตใจจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การทำงานได้เหมือนเดิม เมื่อไม่มีวิธีรับมือหรือวิธีจัดการที่ถูกต้อง จะเกิดกลุ่มอาการ 3 แบบ

1.ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

2.มีทัศนคติเชิงลบต่อการทำงานของตัวเอง

3.หมดกำลังใจ ไม่อยากทำงาน

คำถามที่ตามมา คือ แล้วเราจะรับมือ หรือจัดการกับสภาวะเครียดที่รุมเร้าในชีวิต ไม่ไห้เกิด BOS ได้อย่างไรบ้าง ? โดยที่ไม่ต้องลาออก ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

เวบไซต์ helpguide.org ซึ่งเป็นเวบที่ช่วยเหลือผู้ที่เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตแบบออนไลน์และมีเครือข่ายใน 180 ทั่วโลก เผยแพร่บทความเรื่อง Burnout : Prevention and Treatment  เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2019 ระบุถึงวิธีการแก้ไขอาการ burn out  ไว้ 4 ข้อที่น่าจะช่วยชุบชีวิตการทำงานให้กลับมาโลดแล่นได้ใหม่

1.เพิ่มหรือเสาะหา Value ในระหว่างกระบวนการทำงาน แม้แต่งานเล็กงานน้อย ที่ไม่ใช่งานหลักหรืองานประจำ การฝึกมองหาคุณค่าควรหมั่นทำให้ชินจนเป็นนิสัย อย่างที่ทราบกันดีว่าเราอยู่ในยุคที่ KPI หรือ ตัวเลข เป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญและบีบรัดทุกอย่าง จนละเลยคุณค่าในการทำงานบางชุด งานแบบไหนที่เราชอบ งานแบบไหนที่เราทำได้แต่ไม่ดีนัก หรือ งานแบบไหนที่เราทำได้ไม่ดีหรือไม่ถนัด  และอยากทำให้มันดีกว่านี้ถ้าได้รับโอกาสอีก เหล่านี้คือการไล่เรียงคุณค่าในชีวิตการทำงาน

2.สร้างสมดุลให้ชีวิต ถ้าเริ่มพบว่าไม่ชอบงานประจำที่ทำอยู่ ลองมองหาส่วนอื่นของชีวิตที่เราชอบมาชดเชย อาทิ ครอบครัว เพื่อนฝูง งานอดิเรก แม้กระทั่งงานจิตอาสาที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตและโลกได้

3.สร้างมิตรลดศัตรูในที่ทำงาน ลองนึกภาพที่ทำงานที่เรามีเพื่อนเม้ามอยคุยถูกคอ และอยากไปเจอเพ่อนคนนี้ทุกวันเพื่อนเล่าเรื่องต่าง ให้ฟังได้ไม่หยุด กับ ที่ทำงานซึ่งมีแต่คนจ้องจะทำร้ายเราตลอดเวลา คุญอยากได้ที่ทำงานแบบไหน และที่ทำงานแบบไหนที่ทำให้เรามอดไหม้เร็วกว่ากัน

4.จัดสรรเวลา โดยเฉพาะเวลาพักผ่อนและเวลาท่องเที่ยว หากเริ่มรู้สึกว่ากำลังจะ Burnout ให้หาจังหวะเหมาะและลี้ออกไปพักผ่อน ไม่ว่าจะลากิจ ลาป่วย อะไรก็ได้ขอแค่พาเราออกจากสถานการณ์แย่ เพื่อไปชาร์จพลังแล้วค่อยกลับมาลุยงานต่อ

นอกจากเวลาสิ่งที่ควรจัดสรรและเรียบเรียงใหม่หลังชีวิตผ่านการทำงานที่ยุ่งเหยิงยังมีอีกหลายอย่าง

1.หมดเวลาคิดและทำแบบเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดหมาย ซึ่งในบทความต้นทางใช้คำว่า Don’t overextend yourself  คือ การเป็นคนประเภทอะไรก็ได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด เราควรจะหยุดและกำหนดขอบเขตบางเรื่อง บางเหตุการณ์ให้ชัด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ประเมินแล้วว่าจะดูดพลังกาย พลังใจ จำนวนมหาศาล

2. กำหนดช่วงที่จะหยุดตัวเองจะวงจรของเทคโนโลยีที่กระตุ้นเร้าเราตลอทั้งวัน อาทิ สี่ทุ่มปิดไฟนอน ซึ่งทุกอย่างควรจะ shut down ต่อให้อีเมล์ฉบับนั้นสำคัญแค่ไหนก็ไว้เช็คในเช้าวันถัดไป

3.ปลุกวิญญาณสร้างสรรค์ในตัวคุณ มนุษย์ทุกคนมีมุมสร้างสรรค์ แต่บางครั้งด้วยกรอบทางสังคมและนห้าที่การงานไปกดบังมุมสร้างสรรค์ในชีวิตของเราไว้ ลองดึงมันออกมาและค้นพบศักยภาพใหม่ คุณจะพบว่าตัวเองทำอะไรได้อีกมากจนน่าทึ่ง

4.ตัดสลับระหว่างวันด้วย กิจกรรมบำบัดในแบบที่ตนเองถนัด อาทิ โยคะ ทำสมาธิ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ เดินเล่นในสวน แม้กระทั่ง เม้ามอยกับเพื่อน เพื่อเหวี่ยงตัวเองออกจากความเครียด

5.นอนและพักผ่อนให้เพียงพอ เวลาที่เรารู็สึกเหนื่อยหรือท้อจากการทำงานมักจะทำให้เราตัดสินใจทำอะไรแย่ การนอนหรือการพักผ่อนให้เพียงพอแล้วตื่นขึ้นมาใหม่จะช่วยกอบกู้ให้สถานการณ์ดีขึ้น ทั้งนี้สิ่งแรกที่ควรฝึกคือ Pending List หรือ Waiting List แม้เรื่องนั้นจะค้างคาแค่ไหน ก็สามารถแขวนมันไว้ เพื่อรอวันที่เราพร้อมและกลับมาทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม

แม้ว่า Burnout Syndrome จะได้รับการประกาศให้เป็นโรคที่เกิดจากสภาพจิตใจ และหลายคนรู้สึกว่าผลของ Burnout ยังไม่รุนแรงเท่าภาวะซึมเศร้า แต่ก็อย่าชะล่าใจ หากรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าเป็นถนนที่กำลังพาเราไปสู่อาการหมดไฟ อย่าลืมลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนโดยเริ่มก้าวแรกจากตัวเราเองเพื่อกลับมาผงาดเป็นคนใหม่ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและไฟในการทำงานเหมือนวันแรกที่เราเริ่มทำงานอีกครั้ง

=====================

สนับสนุนโดย: สำนักงานกองทุนสื่อสร้างสรรค์ (Thailand Media Fund)

ติดต่อสอบถาม: 9re-create@gmail.com

#9วิธีRecreateThailand #ก้าวแรกเริ่มที่เรา